เปิดตำราการเงินฉบับฟรีแลนซ์ย้อนยุค เมื่อเงินทุกบาทมีเจ้านายชื่อทองคำและนี่คือเหตุผลที่เราไล่เขาออก
ความรู้ทองคำ 8 มี.ค. 2569 16:32 36 ครั้ง

เปิดตำราการเงินฉบับฟรีแลนซ์ย้อนยุค เมื่อเงินทุกบาทมีเจ้านายชื่อทองคำและนี่คือเหตุผลที่เราไล่เขาออก

คู่มือ 4 ขั้นตอนสำหรับชาวฟรีแลนซ์: ทำความรู้จัก Gold Standard อดีตพี่เบิ้มคุมเงินโลก

เคยไหมครับ นั่งจ้องตัวเลขในบัญชีแล้วรู้สึกว่ามันช่างผันผวนเสียยิ่งกว่าอารมณ์ของลูกค้าตอนแก้ดราฟต์สุดท้าย? เดือนนี้รายได้พุ่งเหมือนจรวด แต่เดือนหน้าอาจต้องกลับไปคืนดีกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป บทความนี้จะพาทุกท่านย้อนเวลาไปในยุคที่เงินมี 'เจ้านาย' คอยคุมเกมชื่อว่า 'ทองคำ' หรือที่เรียกกันเท่ๆ ว่า Gold Standard ครับ เราจะมาผ่าตัดระบบนี้กันแบบทีละขั้นตอน สไตล์ฟรีแลนซ์คุยกัน ว่ามันดีงามหรือเป็นฝันร้ายกันแน่ และทำไมสุดท้ายโลกถึงพร้อมใจกัน 'ไล่เจ้านายคนนี้ออก' ครับ

คู่มือ 4 ขั้นตอนสำหรับชาวฟรีแลนซ์: ทำความรู้จัก Gold Standard อดีตพี่เบิ้มคุมเงินโลก

ขั้นตอนที่ 1: Gold Standard คืออะไร? ลองนึกภาพ 'ลูกค้ารายใหญ่จ่ายเป็นทอง'

พูดง่ายๆ ก็คือ Gold Standard เป็นระบบที่รัฐบาลของแต่ละประเทศต้องเอาทองคำจริงๆ มาค้ำประกันเงินที่พิมพ์ออกมาครับ หมายความว่าเงินทุกบาท ทุกดอลลาร์ในมือประชาชน สามารถนำไปแลกเป็นทองคำจริงๆ ตามอัตราที่กำหนดไว้ได้เสมอ เหมือนฟรีแลนซ์อย่างเรามีสัญญาระยะยาวกับลูกค้ารายใหญ่ที่จ่ายค่าจ้างเป็นทองคำแท่งเป๊ะๆ ทุกเดือน ไม่ใช่ตัวเลขดิจิทัลที่โอนไปมา มันให้ความรู้สึกมั่นคง จับต้องได้ และดูน่าเชื่อถือสุดๆ เลยใช่ไหมล่ะครับ? ในยุคทองของระบบนี้ (ช่วงปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20) การค้าระหว่างประเทศก็ทำกันบนพื้นฐานของทองคำ ทำให้ค่าเงินของแต่ละประเทศค่อนข้างนิ่ง ไม่เหวี่ยงไปมาเหมือนตอนเรารอลูกค้าจ่ายเงินครับ

ขั้นตอนที่ 2: ข้อดีสุดปัง — ทำไมระบบนี้ถึงเคยเป็นที่รัก?

ในมุมมองของคนทำงานที่รายได้ไม่แน่นอน การมีระบบการเงินที่มั่นคงเหมือนมีเสาหลักให้พึ่งพิง ซึ่ง Gold Standard ก็มีข้อดีเด่นๆ ที่ทำให้หลายคนโหยหาอยู่เหมือนกันครับ

  • ยันต์กันผีเงินเฟ้อชั้นดี: นี่คือจุดขายหลักเลยครับ เนื่องจากรัฐบาลไม่สามารถพิมพ์เงินออกมาตามใจชอบได้ เพราะต้องมีทองคำในคลังมาหนุนหลังเสมอ ปริมาณเงินในระบบจึงมีจำกัด ทำให้ค่าเงินมีเสถียรภาพสูงมาก เงินที่เราหามาได้อย่างยากลำบากจะไม่ถูกลดทอนมูลค่าลงอย่างรวดเร็วเพราะเงินเฟ้อ หรืออย่างที่ Investopedia ชี้ให้เห็นว่ามันสร้างวินัยทางการคลังอย่างเข้มงวด
  • สร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ: เมื่อทุกสกุลเงินหลักผูกกับทองคำ การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศก็ง่ายขึ้นเยอะครับ เพราะค่าเงินมีอัตราแลกเปลี่ยนที่ค่อนข้างคงที่ ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของค่าเงินไปได้มาก เหมือนเราดีลงานกับลูกค้าต่างชาติแล้วไม่ต้องกังวลว่าตอนรับเงิน ค่าเงินจะตกฮวบจนกำไรหายไปไหนไม่รู้
ขั้นตอนที่ 2: ข้อดีสุดปัง — ทำไมระบบนี้ถึงเคยเป็นที่รัก?

ขั้นตอนที่ 3: ข้อเสียสุดพัง — จุดจบของเจ้านายชื่อทองคำ

แน่นอนว่าทุกอย่างมีสองด้านเสมอครับ เจ้านายที่ดูเหมือนจะดีพร้อม ก็มีด้านที่แข็งกระด้างและไม่ยืดหยุ่นจนน่าปวดหัว ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระบบนี้ต้องล่มสลายไป

  • แข็งทื่อเป็นหินในยามวิกฤต: นี่คือจุดตายสำคัญที่สุด เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ เช่น ภาวะเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (The Great Depression) รัฐบาลจำเป็นต้องอัดฉีดเงินเข้าระบบเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน แต่ภายใต้ Gold Standard พวกเขาทำแบบนั้นไม่ได้ครับ เพราะไม่มีทองคำมากพอจะมาค้ำประกันเงินใหม่ได้ มันเหมือนฟรีแลนซ์ที่เจอวิกฤตชีวิต แต่มีเงินเก็บตายตัวก้อนเดียวที่ไม่สามารถงอกเงยหรือหาเพิ่มได้ในระยะสั้น สุดท้ายก็อดตายกันพอดี
  • จำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจ: ปริมาณทองคำในโลกมีจำกัดครับ แต่เศรษฐกิจของมนุษย์เติบโตได้เรื่อยๆ พอเศรษฐกิจโตเร็วกว่าปริมาณทองที่ขุดได้ ปริมาณเงินในระบบก็ไม่เพียงพอ อาจนำไปสู่ภาวะ 'เงินฝืด' (Deflation) ซึ่งน่ากลัวไม่แพ้เงินเฟ้อ เพราะคนจะไม่อยากใช้เงิน (เก็บไว้เฉยๆ ค่ามันก็เพิ่ม) ทำให้เศรษฐกิจหยุดชะงักได้เลย
  • ขึ้นอยู่กับเหมืองทอง: พูดแบบติดตลกคือชะตากรรมเศรษฐกิจโลกฝากไว้กับคนขุดทองครับ ถ้าปีไหนขุดทองได้เยอะ ปริมาณเงินก็เพิ่ม ถ้าปีไหนขุดได้น้อย เศรษฐกิจก็อาจจะฝืดเคือง ซึ่งมันดูเป็นการเอาอนาคตไปผูกไว้กับโชคชะตามากเกินไปหน่อย

ขั้นตอนที่ 4: วันแห่งการ 'ยื่นซองขาว' — ทำไมโลกถึงโบกมือลาระบบทองคำ

จุดแตกหักครั้งสำคัญเกิดขึ้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการในปี 1971 เมื่อประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน แห่งสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำ หรือที่รู้จักกันในชื่อ 'Nixon Shock' ครับ เหตุผลหลักๆ ก็คือ สหรัฐฯ พิมพ์เงินดอลลาร์ออกมามหาศาลเพื่อใช้ในสงครามเวียดนามและโครงการสวัสดิการต่างๆ จนปริมาณทองคำในคลังไม่เพียงพอที่จะค้ำประกันได้อีกต่อไป ประเทศต่างๆ เริ่มไม่มั่นใจและแห่มาขอแลกดอลลาร์คืนเป็นทองคำ สหรัฐฯ เลยต้องตัดสินใจ 'ตัดสายสัมพันธ์' นี้ทิ้งซะ

ตั้งแต่นั้นมา โลกก็เข้าสู่ยุคของ 'เงินเฟียต' (Fiat Currency) อย่างเต็มตัว ซึ่งเป็นเงินที่ไม่มีอะไรค้ำประกันเลยนอกจากความเชื่อมั่นในรัฐบาลผู้ออกเงินนั้นๆ มันเหมือนกับวงการฟรีแลนซ์ในปัจจุบันครับ เราไม่ได้มี 'ลูกค้ารายใหญ่' ที่จ่ายเป็นทองคำอีกต่อไป แต่เรามี 'ลูกค้าหลายราย' ที่จ่ายเป็นตัวเลขในบัญชี ความมั่นคงลดลง แต่ความยืดหยุ่นเพิ่มขึ้นมหาศาล

ถ้าถามผมว่ายุคไหนดีกว่ากัน? มันก็เหมือนเลือกระหว่างการมีรายได้ 100,000 บาท ทุกเดือนแบบเป๊ะๆ แต่ห้ามป่วยห้ามลา กับการมีรายได้เฉลี่ย 120,000 บาท แต่บางเดือนอาจเหลือแค่ 30,000 บาท และบางเดือนพุ่งไป 250,000 บาท ไม่มีคำตอบที่ถูกที่สุดครับ แต่การเข้าใจประวัติศาสตร์ของ Gold Standard ทำให้เราซึ่งเป็นฟรีแลนซ์ตระหนักว่า ทำไมในโลกการเงินที่ยืดหยุ่น (และผันผวน) แบบนี้ การกระจายความเสี่ยงและมีสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างทองคำติดพอร์ตไว้บ้างจึงเป็นเรื่องที่ฉลาด เพราะอย่างน้อยมันก็เป็นเหมือนการระลึกถึง 'เจ้านายเก่า' ผู้เข้มงวด แต่ก็มีดีในเรื่องความมั่นคงนั่นเองครับ ข้อมูลจาก World Gold Council เองก็ยังคงย้ำถึงบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในยุคปัจจุบันครับ

แท็ก: #ประวัติศาสตร์การเงิน #Nixon Shock #ความมั่นคงทางการเงิน #Gold Standard คืออะไร #ลงทุนทองสำหรับฟรีแลนซ์ #เงินเฟียต vs ทองคำ #เศรษฐศาสตร์ฉบับบ้านๆ #ทำไมยกเลิกมาตรฐานทองคำ