แกะรอยโซ่ตรวนทองคำที่เคยล่ามเงินบาท บทเรียนเลือดสาดที่เจ้าของกิจการต้องท่องจำก่อนพอร์ตจะจม
แกะรอยโซ่ตรวนทองคำ: บทเรียนจากอดีตค่าเงินบาทสำหรับนักธุรกิจยุคใหม่
ในฐานะอาจารย์ที่คลุกคลีกับประวัติศาสตร์โลหะมีค่ามาทั้งชีวิต ผมมักจะได้รับคำถามจากนักธุรกิจและผู้ประกอบการเสมอว่า "ทองคำยังเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยจริงหรือ?" วันนี้ผมจะไม่ตอบคำถามนั้นตรงๆ แต่จะพาทุกท่านย้อนอดีตไปดูเส้นทางของ "เงินบาท" ที่เคยถูกพันธนาการไว้กับทองคำ นี่คือประวัติศาสตร์ที่เต็มไปด้วยบทเรียนราคาแพง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ดีที่สุดสำหรับพอร์ตการลงทุนของคุณในวันนี้ครับ
Q1: อาจารย์ครับ ย้อนกลับไปไกลๆ เลย สมัยก่อนเงินบาทเราผูกกับทองคำจริงๆ หรือครับ มันเป็นยังไง?
ใช่ครับ เราเคยอยู่ในระบบที่เรียกว่า มาตรฐานทองคำ (Gold Standard) จริงๆ พูดให้เห็นภาพคือย้อนกลับไปในสมัยรัชกาลที่ 5 เราได้มีการปฏิรูปการเงินครั้งใหญ่ และในปี พ.ศ. 2445 สยามได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติทองคำ กำหนดให้เงินบาทมีค่าเทียบเท่ากับทองคำบริสุทธิ์ในอัตราที่แน่นอน ณ เวลานั้น เงิน 1 บาท มีค่าเท่ากับทองคำหนัก 0.61338 กรัม หลักการของมันง่ายมากครับ รัฐบาลจะพิมพ์ธนบัตรออกมาได้ไม่เกินปริมาณทองคำที่ถือครองเป็นทุนสำรอง ถ้าคุณถือธนบัตร คุณสามารถนำไปแลกเป็นทองคำจากรัฐบาลได้ตลอดเวลาตามอัตราที่กำหนดไว้ มันสร้างความน่าเชื่อถือและความมีเสถียรภาพให้กับค่าเงินบาทอย่างมหาศาลในยุคนั้นเลยทีเดียวครับ
Q2: การผูกค่าเงินไว้กับทองคำแบบนั้น มันมี "จุดอ่อน" หรือความเสี่ยงอะไรซ่อนอยู่บ้างครับที่คนทำธุรกิจแบบผมต้องระวัง?
นี่คือคำถามสำคัญมากครับ ความมั่นคงที่ว่ามาพร้อมกับ "โซ่ตรวน" ที่มองไม่เห็น ข้อเสียที่ร้ายแรงที่สุดคือ การขาดความยืดหยุ่นทางนโยบายการคลังและการเงิน พูดง่ายๆ ก็คือ รัฐบาลไม่สามารถพิมพ์เงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้ตามใจชอบ ทุกอย่างถูกจำกัดด้วยปริมาณทองคำในคลัง ลองนึกภาพตามนะครับ:
- หากประเทศขาดดุลการค้าอย่างหนัก (นำเข้ามากกว่าส่งออก) ทองคำก็จะไหลออกนอกประเทศเพื่อชำระค่าสินค้า
- เมื่อทองคำในคลัง ลดลง รัฐบาลจำเป็นต้อง ลด ปริมาณเงินในระบบลงตามไปด้วย
- ผลที่ตามมาคือภาวะเงินฝืด (Deflation) เศรษฐกิจหดตัว ธุรกิจล้มละลาย คนตกงาน มันเหมือนกับการต้องรัดเข็มขัดทั้งประเทศโดยไม่มีทางเลือกครับ สำหรับผู้ประกอบการ นี่คือฝันร้าย เพราะมันหมายถึงกำลังซื้อที่หายไปและสภาวะสินเชื่อที่ตึงตัวอย่างรุนแรง
Q3: แล้วจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยต้อง "ตัดขาด" จากทองคำโดยตรงคืออะไรครับ?
จุดเปลี่ยนจริงๆ ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียว แต่เป็นเหมือนคลื่นที่ซัดเข้ามาหลายระลอกครับ หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเข้าสู่ระบบใหม่ที่เรียกว่า เบรตตันวูดส์ (Bretton Woods System) ในปี ค.ศ. 1944 ระบบนี้ไม่ได้ผูกทุกสกุลเงินกับทองคำโดยตรง แต่ให้ไปผูกกับเงินดอลลาร์สหรัฐแทน แล้วเงินดอลลาร์สหรัฐนี่แหละครับที่รัฐบาลอเมริกันรับประกันว่าจะผูกกับทองคำในอัตราคงที่ 35 ดอลลาร์ต่อทองคำ 1 ทรอยออนซ์ เงินบาทของเราก็เข้าร่วมวงไพบูลย์นี้ด้วย
แต่แล้วหายนะก็มาเยือนในปี 1971 ครับ ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐฯ ได้ประกาศยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำอย่างสิ้นเชิง หรือที่รู้จักกันในชื่อ "Nixon Shock" เหตุการณ์นี้อ้างอิงจากบันทึกของ Federal Reserve History ถือเป็นการปิดฉากมาตรฐานทองคำของโลกอย่างเป็นทางการ บทเรียนที่เจ็บปวดสำหรับทุกคน รวมถึงนักธุรกิจไทย คือ ความมั่นคงของสินทรัพย์เรา กลับไปผูกอยู่กับคำสัญญาของประเทศอื่น ซึ่งเป็นคำสัญญาที่ถูกฉีกทิ้งได้ทุกเมื่อ และนั่นทำให้โลกเข้าสู่ยุคของค่าเงินลอยตัวที่เต็มไปด้วยความผันผวนจนถึงทุกวันนี้
Q4: พอเลิกผูกกับทองโดยตรง แล้วมาผูกกับดอลลาร์แทน สุดท้ายก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 40 อยู่ดี แบบนี้มันสอนอะไรเราบ้างครับอาจารย์?
เป็นคำถามที่คมคายมากครับ และมันชี้ไปที่แก่นของปัญหาเลย หลังจากยุคเบรตตันวูดส์ล่มสลาย ประเทศไทยก็เปลี่ยนมาใช้ระบบ อัตราแลกเปลี่ยนคงที่แบบตะกร้าเงิน (Basket Peg) ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วให้น้ำหนักกับเงินดอลลาร์สหรัฐสูงมาก ปัญหามันคล้ายกับยุคมาตรฐานทองคำเลยครับ คือ "ความแข็งทื่อ" ของระบบ
เมื่อค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น เงินบาทที่ผูกไว้ก็แข็งตามไปด้วย ทั้งๆ ที่พื้นฐานเศรษฐกิจไทยตอนนั้นไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น ทำให้การส่งออกของเราแพงขึ้นในสายตาต่างชาติ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมหาศาล เมื่อนักเก็งกำไรเห็นช่องโหว่นี้จึงเข้าโจมตีค่าเงินบาท ธนาคารแห่งประเทศไทยในขณะนั้นได้ทุ่มเงินทุนสำรองระหว่างประเทศ ซึ่งมีทองคำเป็นส่วนสำคัญ เข้าปกป้องค่าเงินจนแทบหมดคลัง และสุดท้ายก็ต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาทในวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 บทเรียนจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย ชี้ชัดว่า การฝืนธรรมชาติของตลาดด้วยระบบที่ตายตัว โดยที่พื้นฐานเศรษฐกิจไม่สอดคล้อง คือหายนะที่รอวันปะทุ ไม่ว่าคุณจะผูกค่าเงินไว้กับทองคำ ดอลลาร์ หรืออะไรก็ตาม
Q5: ในยุคที่ค่าเงินบาทลอยตัวเต็มที่แบบทุกวันนี้ บทเรียนจากอดีตที่เคยผูกกับทองคำมันยังเอามาใช้เตือนใจนักธุรกิจอย่างพวกเราได้ยังไงบ้างครับ?
บทเรียนสำคัญที่สุดที่ประวัติศาสตร์สอนเราคือ "อย่าไว้ใจเงินกระดาษ (Fiat Currency) เพียงอย่างเดียว" ครับ ในยุคมาตรฐานทองคำ เงินกระดาษยังมีทองคำค้ำประกันอยู่ แต่ในปัจจุบัน ค่าของเงินบาท ดอลลาร์ หรือยูโร ไม่ได้มีสินทรัพย์จริงหนุนหลัง แต่ขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นในรัฐบาลผู้ออกสกุลเงินนั้นๆ ซึ่งความเชื่อมั่นนี้สั่นคลอนได้ตลอดเวลาจากนโยบายดอกเบี้ยของ Fed, สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ หรือแม้แต่วิกฤตภายในประเทศ
ดังนั้น ทองคำในปัจจุบันจึงเปลี่ยนบทบาทไปครับ จากเดิมที่เป็น "ผู้ค้ำประกัน" ค่าเงิน กลายมาเป็น "ผู้ประกันความเสี่ยง" จากการด้อยค่าของเงิน ทองคำคือสินทรัพย์ที่อยู่นอกระบบการเงิน ไม่มีรัฐบาลไหนสั่งพิมพ์เพิ่มได้ตามใจชอบ มันจึงกลายเป็นหลุมหลบภัยชั้นดีในยามที่ระบบการเงินโลกปั่นป่วน สำหรับผู้ประกอบการ การมีทองคำติดพอร์ตไว้จึงไม่ใช่การเก็งกำไร แต่เป็นการซื้อประกันให้กับความมั่งคั่งของคุณจากความไม่แน่นอนของค่าเงินที่ลอยไปลอยมาเหมือนว่าวขาดลอยนั่นเองครับ
Q6: สุดท้ายนี้ อาจารย์มีข้อควรระวังอะไรเป็นพิเศษสำหรับผู้ประกอบการที่กำลังจะแบ่งเงินมาพักในทองคำในช่วงที่ตลาดโลกผันผวนหนักแบบนี้ไหมครับ?
แน่นอนครับ ในช่วงที่ดัชนีความกลัว (VIX Index) สูง ตลาดหุ้นผันผวน และทุกคนวิ่งหาทองคำ ต้องระวังเป็นพิเศษครับ
- อย่าทุ่มสุดตัว: ทองคำคือเครื่องมือกระจายความเสี่ยง ไม่ใช่ตั๋วแทงหวย ควรจัดสรรเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมของพอร์ตลงทุนทั้งหมด อาจจะ 5-15% แล้วแต่ระดับการยอมรับความเสี่ยง
- เข้าใจต้นทุนแฝง: การซื้อทองคำแท่งมีค่ากำเหน็จและค่าบล็อก หากเก็บเองก็มีความเสี่ยงเรื่องความปลอดภัย ถ้าฝากร้านก็มีค่าใช้จ่าย ส่วนการลงทุนผ่านกองทุนรวมทองคำหรือ Gold ETFs ก็มีค่าธรรมเนียมการจัดการ
- ทองคำไม่จ่ายปันผล: จำไว้เสมอว่าทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีกระแสเงินสด (Non-Yielding Asset) ผลตอบแทนจะมาจากส่วนต่างราคาเพียงอย่างเดียว ดังนั้นมันจึงเป็นสินทรัพย์เพื่อ "การปกป้อง" มูลค่า ไม่ใช่เพื่อ "การสร้าง" กระแสเงินสดครับ
- จับตานโยบายดอกเบี้ย: ตามข้อมูลจาก Investing.com ราคาทองคำมักจะเคลื่อนไหวสวนทางกับทิศทางดอกเบี้ยและค่าเงินดอลลาร์ การติดตามการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) จึงสำคัญอย่างยิ่งในยุคนี้ครับ
ประวัติศาสตร์ของเงินบาทและทองคำสอนเราว่าไม่มีอะไรที่แน่นอนครับ ความมั่นคงในวันวานอาจกลายเป็นโซ่ตรวนในวันนี้ การเข้าใจอดีตจึงเป็นอาวุธที่ดีที่สุดในการเตรียมรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอน ขอให้ทุกท่านลงทุนอย่างมีสติและรอบคอบนะครับ