เปิดสมุดบัญชีทองคำของธนาคารกลาง บทเรียนจากวันผูกติดดอลลาร์สู่วันที่โลกไม่ไว้ใจใคร
เปิดสมุดบัญชีทองคำของธนาคารกลาง บทเรียนจากวันผูกติดดอลลาร์สู่วันที่โลกไม่ไว้ใจใคร
ราคาทองวันนี้ดูนิ่งๆ นะครับ ทองแท่งขายออกอยู่ที่ 79,300.00 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่เบื้องหลังความนิ่งนี้ มีผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในโลกกำลังเคลื่อนไหวอย่างเงียบเชียบ นั่นคือ 'ธนาคารกลาง' ของแต่ละประเทศ วันนี้ผมจะมาไขข้อข้องใจในรูปแบบถาม-ตอบ ว่าพวกเขาซื้อขายทองกันอย่างไร และมันสอนอะไรเราในฐานะคนดูแลเงินของบ้านได้บ้างครับ
ถาม: สมัยก่อน ธนาคารกลางเขาเก็บทองคำไว้ทำไมกันครับ?
ตอบ: ถ้าเราย้อนกลับไปในยุคคุณปู่คุณย่า การถือทองของธนาคารกลางไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น 'กฎ' ครับ ในสมัยก่อนโลกใช้ระบบที่เรียกว่า 'มาตรฐานทองคำ' (Gold Standard) และต่อมาคือระบบเบรตตันวูดส์ พูดง่ายๆ ก็คือ เงินทุกดอลลาร์ที่พิมพ์ออกมาต้องมีทองคำจริงหนุนหลังอยู่ ทำให้ทองคำเป็นเสาหลักของระบบการเงินโลกเลยทีเดียว ธนาคารกลางต้องเก็บทองไว้เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับค่าเงินของตัวเอง ไม่ใช่เพื่อการลงทุนเหมือนทุกวันนี้ครับ ตามข้อมูลจาก กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ทองคำเคยเป็นศูนย์กลางของระบบการเงินระหว่างประเทศอย่างแท้จริง
ถาม: แล้วทำไมทุกวันนี้ธนาคารกลางถึงกลับมาไล่ซื้อทองกันอีก?
ตอบ: เพราะเกมมันเปลี่ยนไปแล้วครับ หลังจากสหรัฐฯ ยกเลิกการผูกค่าเงินดอลลาร์กับทองคำในปี 1971 ทองคำก็กลายเป็นสินทรัพย์อิสระ ทุกวันนี้ธนาคารกลางซื้อทองด้วยเหตุผลที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง พวกเขาไม่ได้ซื้อตามกฎ แต่ซื้อเพราะ 'ความไม่ไว้วางใจ' ครับ ไม่ว่าจะเป็นความไม่ไว้ใจในค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ, ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่พุ่งสูงทั่วโลก, หรือความเสี่ยงจากสงครามและความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การถือทองคำจึงเปรียบเสมือนการซื้อ 'ประกัน' ให้กับความมั่งคั่งของประเทศ รายงานล่าสุดจาก World Gold Council ชี้ชัดว่าธนาคารกลางทั่วโลกยังคงเป็นผู้ซื้อสุทธิอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณถึงความเชื่อมั่นในทองคำในระยะยาว
ถาม: วิธีการซื้อขายทองของธนาคารกลางเหมือนกับที่เราไปซื้อที่ร้านทองไหม?
ตอบ: ไม่เหมือนกันเลยครับ เราซื้อทองกันเป็นบาทหรือเป็นสลึง แต่ธนาคารกลางซื้อขายกันเป็น 'ตัน' พวกเขาไม่ได้เดินเข้าร้านทอง แต่จะทำการซื้อขายผ่านตลาดค้าส่งขนาดใหญ่อย่างตลาดลอนดอน (LBMA) หรือบางครั้งก็ซื้อโดยตรงจากเหมืองทองในประเทศ การซื้อขายของพวกเขาเป็นทองคำแท่งมาตรฐานสากล (Good Delivery bars) ที่มีความบริสุทธิ์ 99.5% ขึ้นไป และเป็นการซื้อขายในราคาตลาดโลก (Spot Price) ซึ่งจะแตกต่างจากราคาขายปลีกที่เราเห็นตามหน้าร้านซึ่งบวกค่าดำเนินการและกำไรเข้าไปแล้วครับ
ถาม: การที่ธนาคารกลางซื้อทองเยอะๆ มันส่งผลอะไรกับราคาทองในมือเราบ้าง?
ตอบ: ส่งผลโดยตรงเลยครับ การซื้อของธนาคารกลางเปรียบเสมือนการสร้าง 'พื้น' ที่แข็งแกร่งให้กับราคาทอง เพราะเป็นแรงซื้อจำนวนมหาศาลและต่อเนื่อง ไม่ได้อ่อนไหวไปกับข่าวรายวันเหมือนนักลงทุนรายย่อย เมื่อผู้เล่นรายใหญ่ที่สุดในตลาดแสดงความต้องการซื้ออย่างชัดเจน มันก็ช่วยพยุงไม่ให้ราคาตกแรง และในทางกลับกันก็เป็นแรงส่งให้ราคามีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาวได้ง่ายขึ้นด้วย ดังนั้น เวลาเราเห็นข่าวว่าธนาคารกลางจีน รัสเซีย หรืออินเดียเข้าซื้อทองเพิ่ม ให้รู้ไว้เลยว่านั่นคือปัจจัยบวกที่ค้ำจุนราคาทองในมือของเราอยู่ครับ
ถาม: แล้วพวกเขาขายทองบ้างไหมครับ หรือมีแต่ซื้ออย่างเดียว?
ตอบ: มีการขายแน่นอนครับ แต่เป้าหมายการขายจะต่างจากเราๆ ท่านๆ ธนาคารกลางอาจจะขายทองเมื่อต้องการเงินสกุลต่างประเทศเพื่อแทรกแซงค่าเงิน หรือในยามที่ประเทศเกิดวิกฤตเศรษฐกิจรุนแรงจนต้องนำทองคำสำรองออกมาใช้ แต่ถ้าดูจากภาพรวมในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมา แนวโน้มหลักคือ 'ซื้อสุทธิ' มากกว่าขายอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากนักวิเคราะห์อย่าง YLG Bullion ก็มักจะชี้ให้เห็นถึงเทรนด์นี้เสมอ การที่พวกเขาเลือกที่จะเก็บมากกว่าขาย เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าพวกเขามองอนาคตของสินทรัพย์อื่นๆ โดยเฉพาะเงินกระดาษ ด้วยสายตาที่ไม่น่าไว้วางใจนัก
ถาม: บทเรียนสำคัญที่พ่อบ้านแม่บ้านควรได้จากเรื่องนี้คืออะไร?
ตอบ: บทเรียนที่ชัดเจนที่สุดคือ 'การกระจายความเสี่ยง' ครับ ขนาดธนาคารกลางที่มีสินทรัพย์มหาศาลยังไม่เชื่อใจเงินสกุลใดสกุลหนึ่ง 100% เลย พวกเขาต้องมีทองคำเป็นหลักประกันความมั่งคั่งของชาติ แล้วพอร์ตการเงินของครอบครัวเราล่ะครับ? เราไม่ควรฝากอนาคตไว้กับเงินฝากธนาคาร หุ้น หรือกองทุนเพียงอย่างเดียว การมีทองคำติดพอร์ตไว้บ้าง 5-10% ก็เหมือนกับการทำประกันให้กับเงินออมของครอบครัว มันไม่ใช่เครื่องมือสร้างรวยเร็ว แต่เป็น 'สมอเรือ' ที่จะช่วยให้พอร์ตของเรามั่นคงในวันที่คลื่นลมเศรษฐกิจแปรปรวน นี่คือภูมิปัญญาที่ผู้จัดการกองทุนที่ใหญ่ที่สุดในโลกกำลังสอนเราอยู่ทุกวันครับ