เลิกเชื่อในกระดาษเปื้อนหมึกที่เรียกว่าเงิน นี่คือเหตุผลเดียวที่ทองคำตบหน้ารัฐบาลมาทุกยุคสมัย
ตื่นได้แล้วครับ คุณกำลังเอาอนาคตครอบครัวไปฝากไว้กับคำสัญญาของใคร
คุณพ่อบ้านแม่บ้านทั้งหลายครับ ผมขอพูดตรงๆ แบบไม่กลัวโดนด่าในฐานะอาจารย์ที่คลุกคลีกับทองคำมาทั้งชีวิต... เลิกเพ้อฝันได้แล้วว่าเงินในบัญชีธนาคารของคุณมันมั่นคงปลอดภัย เงินสดในมือที่คุณกำอยู่มันมีค่าจริงๆ สิ่งเหล่านั้นมันเป็นแค่ “กระดาษ” หรือ “ตัวเลขดิจิทัล” ที่รัฐบาลพิมพ์ออกมาแล้วบอกคุณว่า “จงเชื่อ” ว่ามันมีค่า มันคือพันธสัญญาที่เปราะบางยิ่งกว่าใยแมงมุม พร้อมจะขาดสะบั้นทุกเมื่อที่คนออกสัญญาหมดความน่าเชื่อถือ แล้วทำไมทองคำถึงยืนยงมาได้เป็นพันๆ ปี? ไม่ใช่เพราะมันสวยงาม ไม่ใช่เพราะมันหายาก แต่เพราะเหตุผลดิบๆ ข้อเดียวที่นักการเมืองเกลียดที่สุด นั่นคือ ทองคำไม่เคยเชื่อใจใคร และมันก็ไม่ต้องการให้ใครมาเชื่อใจมัน
Case Study ที่โลกต้องจำ: เมื่อทองคำคือตั๋วเที่ยวสุดท้ายหนีตายจากไซ่ง่อน
หลายคนอาจจะเด็กเกินไปที่จะจำเหตุการณ์ “ไซ่ง่อนแตก” ในปี 1975 ได้ แต่สำหรับคนที่ดูแลการเงินของครอบครัว นี่คือบทเรียนราคาแพงที่ต้องจารึกไว้ในใจครับ วันที่ 30 เมษายน 1975 กองทัพเวียดนามเหนือเข้ายึดกรุงไซ่ง่อน เมืองหลวงของเวียดนามใต้ได้สำเร็จ ระบบเศรษฐกิจล่มสลายในชั่วข้ามคืน เงินดองของเวียดนามใต้ (Piastre) ที่ผู้คนเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิต กลายเป็นแค่เศษกระดาษทันที ตามรายงานของนักประวัติศาสตร์และผู้ลี้ภัยจำนวนมากที่บันทึกไว้ในสื่ออย่าง Reuters ผู้คนต่างสิ้นหวัง ธนาคารปิดตาย เงินที่เคยมีค่ามหาศาลกลับซื้อข้าวสารไม่ได้แม้แต่กำมือเดียว

ทองคำแผ่นเล็กๆ ที่มีค่ามากกว่าชีวิต
แล้วอะไรคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในวินาทีนั้น? ไม่ใช่พันธบัตรรัฐบาล ไม่ใช่หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ไม่ใช่เงินดอลลาร์สหรัฐที่บางคนพอมี แต่คือ “ทองคำ” ครับ โดยเฉพาะทองแผ่นเล็กๆ ที่เรียกว่า “คิมทันห์” (Kim Thanh) หรือทองแท่งขนาด 1 ตำลึง (ประมาณ 37.5 กรัม) ที่ครอบครัวชาวเวียดนามและชาวจีนในสมัยนั้นสะสมไว้ ทองคำเหล่านี้กลายเป็นสกุลเงินสากลเพียงหนึ่งเดียวที่ใช้ซื้อ “อิสรภาพ” ได้ พวกเขาใช้ทองคำติดสินบนทหารเพื่อให้ปล่อยตัว ใช้ซื้้อที่ว่างบนเรือเล็กๆ ที่จะพาครอบครัวหนีตายออกจากประเทศ และใช้เป็นทุนตั้งต้นชีวิตใหม่ในแผ่นดินอื่น
ลองคิดภาพตามนะครับ ครอบครัวหนึ่งมีเงินสดเต็มกระเป๋าเดินทาง อีกครอบครัวมีแค่ทองคำแผ่นเล็กๆ ซ่อนไว้ในชายเสื้อ ใครคือผู้ที่รอด? คำตอบมันชัดเจนจนน่าเจ็บปวด ครอบครัวที่เชื่อมั่นใน “คำสัญญา” ของรัฐบาลต้องหมดตัวและสิ้นหวัง ในขณะที่ครอบครัวที่เชื่อมั่นใน “สสาร” ที่จับต้องได้อย่างทองคำ สามารถซื้ออนาคตให้ลูกหลานได้ นี่คือการพิสูจน์ที่โหดร้ายที่สุดว่า เมื่อระบบล่มสลาย ความเชื่อใจในอำนาจรัฐคือสิ่งไร้ค่าที่สุด
ทำไมบทเรียนจากไซ่ง่อนยังคงหลอกหลอนเราในวันนี้
คุณอาจจะคิดว่า “โอ๊ยอาจารย์ นั่นมันเรื่องสงคราม บ้านเราไม่เป็นแบบนั้นหรอก” จริงเหรอครับ? คุณแน่ใจได้แค่ไหน สงครามในยุคนี้ไม่จำเป็นต้องใช้ปืนเสมอไป สงครามเศรษฐกิจที่รัฐบาลทั่วโลกกำลังเล่นกันอยู่มันน่ากลัวกว่านั้นเยอะ การพิมพ์เงินออกมาอย่างบ้าคลั่งเพื่ออุ้มเศรษฐกิจ (Quantitative Easing) ที่ธนาคารกลางหลายแห่งทำกัน มันก็คือการ ลดค่า เงินในกระเป๋าของคุณลงไปเรื่อยๆ อย่างเลือดเย็น เงินเฟ้อที่เราบ่นๆ กันอยู่ทุกวันนี้ มันไม่ใช่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่มันคือผลลัพธ์จากการกระทำของรัฐบาลที่กำลังขโมยความมั่งคั่งของคุณไปอย่างเงียบๆ นั่นเอง
ข้อมูลจาก World Gold Council แสดงให้เห็นชัดเจนว่าในช่วงเวลาที่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลและค่าเงินลดลง ความต้องการทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่แท้จริงจะ พุ่งสูงขึ้น เสมอ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซับไพรม์ปี 2008 หรือความไม่แน่นอนทางการเมืองทั่วโลกในปัจจุบัน มันคือสัญชาตญาณของมนุษย์ที่โหยหาสิ่งที่จับต้องได้เมื่อคำสัญญาเริ่มกลายเป็นเรื่องโกหก

ทองคำไม่ใช่การลงทุน แต่มันคือคำประกาศไม่ไว้วางใจ
ผมถึงบอกอยู่เสมอว่าอย่ามองทองคำเป็นการลงทุนเพื่อทำกำไรระยะสั้นแบบหุ้นหรือคริปโต นั่นเป็นแค่มิติเดียวที่ตื้นเขินเกินไป หัวใจของทองคำคือ “กรมธรรม์ประกันความล่มสลาย” ของระบบ มันคือการที่คุณประกาศกับตัวเองและโลกใบนี้ว่า “ฉันไม่เชื่อใจคำสัญญาของนักการเมืองและนายธนาคาร ฉันขอเอาความมั่งคั่งส่วนหนึ่งของครอบครัวออกมาอยู่นอกระบบที่พวกคุณควบคุม” มันคือสินทรัพย์เดียวที่ไม่มีหนี้สินของใครมาค้ำประกัน (No Counterparty Risk) ไม่มีใครสามารถพิมพ์มันเพิ่มจากอากาศธาตุได้เหมือนเงินกระดาษ
ถ้าถามผมว่าทำไมทองถึงมีค่ามาตลอดประวัติศาสตร์? คำตอบของผมไม่ใช่เรื่องเคมีฟิสิกส์ แต่เป็นเรื่องจิตวิทยามนุษย์ล้วนๆ ครับ เพราะมนุษย์โดยสัญชาตญาณลึกๆ แล้ว ไม่เคยไว้วางใจผู้มีอำนาจอย่างแท้จริง ทองคำคือรูปธรรมของความไม่ไว้วางใจนั้น และตราบใดที่โลกนี้ยังปกครองด้วยมนุษย์ที่มีความโลภและผิดพลาดได้ ตราบนั้นทองคำก็จะยังคงทำหน้าที่ของมันต่อไปอย่างซื่อสัตย์ เหมือนที่มันเคยทำในไซ่ง่อน และจะทำอีกครั้งในวิกฤตครั้งต่อไปที่กำลังจะมาถึง ข้อมูลการซื้อขายและบทวิเคราะห์จากแหล่งที่ติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด เช่น Kitco News ก็สะท้อนแนวโน้มนี้อยู่เสมอครับ